จากความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ทั้งความไม่แน่นอนของแหล่งก๊าซธรรมชาติในไทยและในเมียนมาที่มีกำลังการผลิตที่ลดลง ประกอบกับสงครามรัสเซีย - ยูเครน ทำให้ความต้องการ LNG ในยุโรปเพิ่มขึ้นอย่างมาก และส่งผลกระทบทางอ้อมต่อราคา LNG ในตลาดเอเชีย เพื่อรองรับสถานการณ์ขาดแคลนก๊าซธรรมชาติ และความผันผวนของราคา LNG สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) จึงเตรียมความพร้อมในการใช้เชื้อเพลิงสำรอง เช่น น้ำมันเตา น้ำมันดีเซล หรือเชื้อเพลิงประเภทอื่น เช่น ถ่านหิน พลังน้ำ และพลังงานทดแทน พร้อมทั้งประกาศปรับอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ หรือค่าเอฟที (FT) เพิ่มขึ้นอีก 68.66 สตางค์ต่อหน่วย รวมเป็นค่าเอฟทีทั้งสิ้น 93.43 สตางค์ต่อหน่วย ส่งผลให้อัตราค่าไฟฟ้าในเดือนกันยายน –ธันวาคม พ.ศ. 2565 พุ่งสูงขึ้นเฉลี่ยอยู่ที่ 4.72 บาทต่อหน่วย และมีแนวโน้มที่อัตราค่าไฟจะปรับเพิ่มขึ้นอีก หากความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลกยังยืดเยื้อจากปลายปี พ.ศ. 2565 ต่อเนื่องถึงตลอดปี พ.ศ. 2566 

เพื่อลดภาระค่าไฟที่นับวันจะปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปีตามสถานการณ์พลังงานโลกที่เปลี่ยนแปลงไป การติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) จึงเป็นพลังงานทางเลือกที่เหมาะสมและตอบโจทย์ประหยัดค่าไฟมากที่สุดในขณะนี้ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่ผลิตไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์เซลล์หลากหลายรูปแบบด้วยกัน แต่เทคโนโลยีที่ได้รับการยืนยันว่าสามารถผลิตไฟมากขึ้น คุ้มค่าต่อการลงทุน ในระยะยาว และที่สำคัญปลอดภัยต่อการใช้งาน เทคโนโลยีดังกล่าว คือ DC Optimized Solution

optimizer 860x600

เป็นที่ทราบกันดีว่าเทคโนโลยีระบบโซล่าร์ นอกจากแผงโซล่าร์เซลล์แล้ว ยังมีอุปกรณ์ที่เป็นหัวใจสำคัญ คือ อินเวอร์เตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่ อินเวอร์เตอร์ที่ใช้อยู่ปัจจุบัน ไม่ว่าจะติดตั้งตามบ้านเรือนและโรงงานจะเป็นสตริงอินเวอร์เตอร์ หลักการทำงานของสตริงอินเวอร์เตอร์ จะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า MPPT ( Maximum Power Point Tracking) ซึ่งเป็นระบบการทำงานที่ดึงพลังงานไฟฟ้าจากแผงโซล่าร์เซลล์ให้อยู่ในระดับสูงสุด ซึ่งติดตั้งในระดับสตริง เมื่อติดตั้ง MPPT ที่ระดับ อินเวอร์เตอร์จะดึงพลังงานไฟฟ้าได้สูงสุดในระดับสตริงอินเวอร์เตอร์เท่านั้น นั่นหมายความว่าหากแผงโซล่าร์เซลล์แผงใดแผงหนึ่งในสตริงนั้น ๆ มีประสิทธิภาพในการผลิตไฟลดลง ทุกแผงในสตริงอินเวอร์เตอร์ ไฟจะลดลงทั้งหมด ซึ่งเป็นการเสียโอกาสในการผลิตพลังงานอย่างมาก

ขณะที่ DC Optimized Solution ของ SolarEdge ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เติบโตอย่างมากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จะติดตั้งอุปกรณ์ MPPT ที่ Power Optimizer โดย Power Optimizer จะถูกติดตั้งที่หลังแผงโซล่าร์เซลล์ โดยสามารถเลือกติดตั้ง Power Optimizer 1 เครื่องต่อ 1 แผงโซล่าร์เซลล์ หรือติดตั้ง Power Optimizer 1 เครื่องต่อ 2 แผงโซล่าร์เซลล์ก็ได้ ทำให้สามารถดึงพลังงานไฟฟ้าสูงสุดได้เป็นรายแผงหรือรายคู่แผง เมื่อรวมไฟที่ผลิตได้จากแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งหมด จึงได้ปริมาณไฟที่มากกว่า ส่วนตัวอินเวอร์เตอร์เองจะทำหน้าที่เพียงแค่แปลงกระแสไฟฟ้าตรง (DC) มาเป็นกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) ช่วยลดการทำงานของอินเวอร์เตอร์ ทำให้อินเวอร์เตอร์ของ SolarEdge ใช้งานได้ยาวนานขึ้น

สำหรับอินเวอร์เตอร์ของ SolarEdge ที่ติดตั้งตามบ้านเรือนมีขนาดเริ่มต้นที่ 5 กิโลวัตต์เป็นต้นไป ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมมีตั้งแต่ขนาด 30 กิโลวัตต์ จนถึง 120 กิโลวัตต์ โดยอินเวอร์เตอร์ทุกเครื่องจะเชื่อมต่อกับระบบ Monitoring ของ SolarEdge ซึ่งมีการดึงข้อมูลจาก Power Optimizer ทำให้สามารถดูรายละเอียดทุกอย่างได้เป็นรายแผงโซล่าร์เซลล์ รวมทั้งสามารถดูค่าอุปกรณ์ต่าง ๆ  อาทิ ค่าเซนเซอร์, ค่าแสงต่าง ๆ, ค่าลม, อุณหภูมิที่แผง, เป็นต้น 

Monitoring ipad screenshot

DC Optimized Solution ของ SolarEdge มาพร้อม 4 คุณประโยชน์ที่เหนือกว่า หมดปัญหาค่าไฟแพง

เทคโนโลยี DC Optimized Solution ของ SolarEdge ได้รับการพิสูจน์ผ่านงานวิจัยระดับโลก อาทิ Photon, PVEL และ ENREL ซึ่งรับรองว่าสามารถผลิตไฟได้มากกว่าจริง ช่วยเจ้าของบ้านและโรงงานรับมือค่าไฟแพง ด้วย 4 คุณประโยชน์ที่เหนือกว่า กล่าวคือ 

1. พลังงานมากขึ้น  เจ้าของบ้านและโรงงานมีขนาดพื้นที่หลังคาจำกัด จึงต้องเลือกใช้เทคโนโลยีที่ผลิตไฟได้มากขึ้น ซึ่ง DC Optimized Solution เข้ามาตอบโจทย์ดังกล่าวได้เป็นอย่างดี ด้วยเทคโนโลยี Power Optimizer ทำให้แผงโซล่าร์เซลล์ซึ่งต่อเข้าที่ Power Optimizer ทั้งหมด สามารถดึงพลังงานไฟฟ้าสูงสุดได้รายแผง หากแผงโซล่าร์เซลล์แผงใดแผงหนึ่งประสิทธิภาพในการผลิตไฟลดลงเหลือ 90% จะสูญเสียไฟเฉพาะแผงนั้น ส่วนแผงอื่นในสตริงยังผลิตไฟได้เต็ม 100% เมื่อรวมไฟที่ผลิตได้ทั้งหมดจะได้ปริมาณไฟมากกว่า ขณะที่สตริงอินเวอร์เตอร์ปกติซึ่งมีทั้งหมด 20 แผง หากแผงใดแผงหนึ่งโดนเงาบัง ประสิทธิภาพลดลงเหลือ 90% ทุกแผง ดังนั้นในสตริงอินเวอร์เตอร์ ไฟจะลดลงทั้งหมด 

synergy_monitoring

2. ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ
ผลิตภัณฑ์ SolarEdge มีระบบ Monitoring ทำให้สามารถดูค่าแผงโซล่าร์เซลล์ทั้งแรงดันกระแสไฟฟ้าในระดับรายแผง ที่สำคัญ ในกรณีที่ช่างบำรุงรักษาได้รับการแจ้งเตือน (Alert) ว่าอุปกรณ์หรือแผงโซล่าร์เซลล์มีปัญหา สามารถรู้ตำแหน่งที่เสียหายใหญ่ และสามารถเข้าไปแก้ปัญหาได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาค้นหาตำแหน่งที่เสียหายแต่อย่างใด เนื่องจากระบบของ SolarEdge วิเคราะห์ปัญหาเบื้องต้นให้ก่อนแล้ว ทำให้ในวันหนึ่ง ๆ ช่างบำรุงรักษาสามารถเดินทางไปดูแลและแก้ไขระบบที่หน้างานได้มากกว่า 1 แห่ง

3. ความปลอดภัยขั้นสูง
ความปลอดภัยเป็นสิ่งที่ SolarEdge ให้ความสำคัญและยึดมั่นมาโดยตลอด นับตั้งแต่อินเวอร์เตอร์เครื่องแรกที่ SolarEdge วางจำหน่ายจะมีอุปกรณ์ SafeDCTM เพื่อความปลอดภัย ในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน เช่น ระบบโซล่าร์ดับ หรือไฟ AC ดับ Power Optimizer จะรับคำสั่งจากอินเวอร์เตอร์เพื่อลดแรงดันให้เหลือเพียง 1 โวลต์ต่อ Power Optimizer 1 เครื่อง โดยขณะนั้นสามารถทำได้ภายใน 5 นาที หรือ 300 วินาที ปัจจุบันอินเวอร์เตอร์ทุกรุ่นของ SolarEdge มีฟังก์ชั่น SafeDCTM ล่าสุดวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) ได้ประกาศใช้ ARC Fault Circuit Interrupter เพื่อป้องกันการเกิดเพลิงไหม้เนื่องจากความบกพร่องจากอาร์ค (ARC Fault) ด้านกระแสตรงภายใน 2.5 วินาที ทั้งนี้อินเวอร์เตอร์ของ SolarEdge ทุกรุ่นมี ARC Fault Detection ด้วยเช่นกัน

ส่วนอุปกรณ์หยุดทำงานฉุกเฉิน (Rapid Shutdown) ซึ่งมีการใช้อย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 ล่าสุดสหรัฐอเมริกาได้ใช้มาตรฐานปี พ.ศ. 2563 เรียกว่า NEC 2020 โดย วสท. ได้นำ NEC 2020 มาประยุกต์ใช้เพื่อวางมาตรฐานการติดตั้งทางไฟฟ้าสำหรับประเทศไทย ระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา พ.ศ. 2565 พร้อมเพิ่มเติมข้อกำหนดขึ้นมาว่า ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินจะต้องลดแรงดันไฟฟ้าในบริเวณ Array Boundary หรือขอบเขตโดยรอบ PV Array ระยะไม่เกิน 300 มม.ในทุกทิศทาง ให้เหลือไม่เกิน 80 โวลต์ ภายใน 30 วินาที จะต้องมีผลการทดสอบตามขั้นตอน หรือใบรับรองตามมาตรฐาน UL3741 จากสหรัฐอเมริกา สำหรับผลิตภัณฑ์ SolarEdge ได้ผ่านการทดสอบและได้รับใบรับรองตามมาตรฐาน UL3741 ทุกเครื่องตามมาตรฐานใหม่ที่ วสท. กำหนดไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนอกจากมาตรฐาน UL3741 ผลิตภัณฑ์ SolarEdge ยังผ่านมาตรฐานด้านความปลอดภัย UL1741 และ UL1699 B อีกด้วย เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ใช้งาน 

การติดตั้งอุปกรณ์ความปลอดภัยต่าง ๆ ในระบบผลิตไฟ เช่น อุปกรณ์ Rapid Shutdown ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็น เมื่อติดตั้งไปแล้วถึงเวลาฉุกเฉินที่จะต้องใช้งานจริง เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากว่าจะใช้งานได้จริงหรือไม่ ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เพราะ Power Optimizer ของ SolarEdge มีฟังก์ชั่น Rapid Shutdown อยู่แล้ว และสามารถแจ้งเตือนในระบบ Monitoring ตลอดเวลา ถ้า Power Optimizer ทำงานอยู่ทุกวัน มั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน อุปกรณ์จะทำงานได้อย่างแน่นอน ในกรณีอุปกรณ์มีปัญหาหรือเสียหายก็สามารถเปลี่ยนเครื่องใหม่ ระบบจะโชว์ขึ้นมาว่าทำงานได้ ทำให้มั่นใจได้ว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์ฉุกเฉิน ระบบจะทำงานได้จริง ขณะที่อุปกรณ์ Rapid Shutdown จาก Third Party อาจไม่มีระบบที่ตรวจเช็กได้ว่าเมื่อติดตั้งไปแล้วพอเกิดเหตุฉุกเฉินจะทำงานได้หรือไม่ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นจุดเด่นที่ทำให้ SolarEdge แตกต่างจากแบรนด์อื่น 

นอกจากนี้อุปกรณ์ Rapid Shutdown ของ SolarEdge ยังทำงานโดยอัตโนมัติ ในกรณีที่ไฟ AC ดับ ไม่ว่าจะเกิดจากไฟฟ้าขัดข้องหรือ การไฟฟ้าบำรุงรักษาระบบไฟฟ้า  อินเวอร์เตอร์จะสั่งการไปที่ Power Optimizer ให้เหลือแรงดัน 30 โวลต์ ภายใน 30 วินาทีโดยอัตโนมัติ ซึ่งจะแตกต่างจากอุปกรณ์ปกติที่มีสวิตช์ และทำงานโดยระบบ Manual 

Firefighters_850x550_3

ที่สำคัญ ถ้าจะเลือกซื้อแบรนด์อื่นอาจจะต้องเสียค่าใช้จ่ายซื้ออุปกรณ์ Rapid Shutdown เพิ่ม แต่ SolarEdge อินเวอร์เตอร์มาพร้อมด้วย Power Optimizer ซึ่งมีฟังก์ชั่น Rapid Shutdown อยู่แล้ว จึงไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มแต่อย่างใด อีกทั้งยังรับประกัน อินเวอร์เตอร์ยาวนานกว่าแบรนด์อื่น ๆ ซึ่งยาวนานถึง 12 ปี ส่วน Power Optimizer รับประกัน 25 ปี 

4. การออกแบบที่ยืดหยุ่น
ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่หลังคาในหลาย ๆ แห่ง หลักการออกแบบโดยทั่วไป เมื่อเกิดเงาที่หลังคา จะต้องออกแบบโดยพยายามหลีกเลี่ยงตรงจุดที่มีเงาให้มากที่สุด เพื่อลดปัญหาการผลิตไฟฟ้าได้ไม่เต็มที่ เพราะหากใช้สตริงอินเวอร์เตอร์ การที่เกิดเงาตกกระทบเพียง 1 แผง ก็จะทำให้ลดการผลิตไฟฟ้าทั้งสตริง แต่ด้วยเทคโนโลยีของ SolarEdge สามารถแยกการสูญเสียการผลิตไฟฟ้าได้เป็นรายแผง หรือรายคู่แผง (ติด Power Optimizer แบบ 1 ตัวต่อ 2 แผง) ก็จะทำให้เงาที่เกิดขึ้นอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ หรือตกกระทบลงบางแผง มีผลต่อการผลิตไฟฟ้าเฉพาะแผงนั้น ๆ เท่านั้น ทำให้ได้กำลังโดยรวมเพิ่มขึ้น ในการออกแบบ จึงสามารถวางแผงได้ในพื้นที่ที่โดนเงาบางส่วนได้ ทำให้สามารถติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ได้เพิ่มขึ้น และผลิตไฟได้มากขึ้น

ปัจจุบัน SolarEdge ได้ติดตั้งระบบ DC Optimized Solution ไปแล้วมากกว่า 3 ล้านโครงการใน 133 ประเทศทั่วโลก สำหรับประเทศไทยบริษัทฯ เริ่มติดตั้งโครงการแรกในปี พ.ศ. 2559 จนปัจจุบันมีมากกว่า 400 เมกะวัตต์ 

การลงทุนระบบโซล่าร์เซลล์เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า ซึ่งคาดหวังผลประโยชน์ยาวนานกว่า 25 ปี ดังนั้นการเลือกซื้อโซล่าร์เซลล์ นอกจากจะต้องเลือกแบรนด์ที่มีเทคโนโลยีผลิตไฟได้คุ้มค่ามากที่สุดและให้ความปลอดภัยที่คู่ควรกับธุรกิจแล้ว จะต้องมีการรับประกันที่ดี และอยู่ในธุรกิจยาวนานอย่างมั่นคงอีกด้วย ทั้งนี้ SolarEdge เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ของสหรัฐอเมริกา มีผลประกอบการที่เติบโตทุกปี จึงมั่นใจได้ว่าจะดำเนินธุรกิจนี้อย่างยาวนานและมั่นคง เพื่อสนับสนุนการรับประกันผลิตภัณฑ์ในอนาคต

เราพร้อมให้ความช่วยเหลือ

เรามีผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในการจัดหาโซลูชั่นพลังงานอัจฉริยะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของคุณ กรุณาติดต่อเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและสอบถามข้อมูลการขาย