ในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนและปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง พลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Cell) กลายเป็นพลังงานทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการผลิตไฟที่ก้าวหน้าและพัฒนาไปมาก สามารถผลิตพลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม การใช้ระบบโซล่าร์ควรคำนึงในหลายมิติ โดยเฉพาะการเลือกใช้ Inverter ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการควบคุมระบบไฟและจัดการพลังงาน โดยหลักการทำงานของ Inverter คือ การแปลงกระแสไฟฟ้าตรง (DC) ที่ผลิตจากแผงโซล่าร์ที่มีแรงดันไฟฟ้า (Voltage) สูงมากระดับ 1,000 โวลต์ และคงที่ ให้เป็นกระแสไฟฟ้าสลับ (AC) เพื่อที่แรงดันไฟฟ้าจะอยู่ระดับเดียวกับไฟบ้าน (Grid) คือ 220 โวลต์ ดังนั้นการเลือกใช้ Inverter จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ ซึ่งนอกจากจะตอบโจทย์การผลิตไฟให้คุ้มค่าแล้ว ยังต้องคำนึงความปลอดภัยในการใช้งานด้วย

ทำความรู้จัก 3 เทคโนโลยี Inverter ที่ใช้แพร่หลายในไทย

ปัจจุบัน Inverter มี 3 เทคโนโลยีที่พร้อมใช้ โดย Inverter ซึ่งเป็นที่นิยมในไทย และมีใช้มานาน 7-10 ปีแล้ว ได้แก่

แบบที่ 1. String Inverter ซึ่งมี MPPT (Maximum Power Point Tracking) อยู่ข้างในหลายตัว ทำหน้าที่ปรับแรงดันเพื่อหาจุดที่แผงผลิตไฟได้มากที่สุด ทำให้ผลิตกำลังไฟให้ได้สูงสุด ส่วนใหญ่ MPPT 1 ตัว ควบคุมการผลิตของแผงทั้ง 20 แผง แต่พลังงานที่ผลิตได้จากทั้ง 20 แผงนั้นจะถูกจำกัดโดยแผงที่ผลิตได้น้อยที่สุด ซึ่งแต่ละแผงมีโอกาสที่ผลิตไฟได้ไม่เท่ากัน อันเนื่องมาจากสาเหตุต่าง ๆ เป็นต้นว่า เงาตกกระทบ, เซลล์ด้านในมีรอยแตกที่มองไม่เห็นจากการขนส่งหรือถูกเยียบ, มีสิ่งสกปรกบนหน้าแผง, หรือ Tolerance จากการผลิต นอกจากนี้ การใช้ String Inverter ถูกกำหนดโดย วสท. (วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย) ให้เพิ่มอุปกรณ์ Rapid Shutdown เนื่องจากการผลิตไฟของแผงจะมีแรงดันสูงได้ถึง 1,000 โวลต์ วิ่งจากแผงลงมาที่ Inverter โดยไม่มีอะไรไปเบรคได้ หากเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นไฟไหม้ แรงดันนั้นจะเพิ่มความเสี่ยงอันตรายต่อนักดับเพลิงหรือเจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติงานหน้างาน นอกจากนี้การเพิ่มอุปกรณ์ดังกล่าวจะต้องศึกษาความเข้ากันได้ของอุปกรณ์และการทำงานของฟังก์ชั่นต่าง ๆ อย่างละเอียด เพื่อลดกรณีพิพาทในอนาคต

740kW_IKEA_Kaoshiung City_Taiwan_installed by Innos Taiwan(6)-resize

แบบที่ 2. DC Optimizer Inverter โดย Inverter ประเภทนี้จะมีอุปกรณ์ Power Optimizer เพิ่มเข้ามาในระบบ ซึ่งติดตั้งใต้แผงโซล่าร์ทุกแผงหรือทุกคู่แผง เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและเพิ่มความปลอดภัยเข้ามาในระบบ เช่น แต่ละตัวทำหน้าที่ MPPT สำหรับแต่ละแผงหรือแต่ละคู่แผง เสมือนว่ามีจำนวนสมองกลเท่ากับจำนวนแผงหรือคู่แผง ไม่จำเป็นต้องแชร์สมองเดียวกันทั้ง 20 แผงเหมือน String Inverter ไม่ว่าแผงใดผลิตได้น้อยก็จะไม่กระทบกับแผงหรือคู่แผงอื่น ๆ นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินหรือ Rapid Shutdown โดยมีความเสถียรระดับสูงและรับประกันโดยผู้ผลิตเดียวกันกับ Inverter ลดกรณีพิพาทไปได้มาก อีกทั้งสามารถตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของระบบถึงรายแผงหรือรายคู่แผง ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดูและระบบไปได้มาก เทคโนโลยีนี้แพร่หลายในประเทศไทยมากกว่า 7 ปีแล้ว แต่มีราคาค่อนข้างสูงกว่า String Inverter

และ แบบที่ 3. Micro Inverter จะเป็น Inverter ขนาดเล็ก 1 เครื่องต่อ 1 แผงโซล่าร์ ติดตั้งหลังแผงเหมือน Power Optimizer ไฟที่ออกจากตัว Micro Inverter จะเป็นไฟ AC เลย และทำหน้าที่ Rapid Shutdown ได้อีกด้วย ก็เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่ให้ความปลอดภัยกับระบบอาคารและเป็นที่นิยมในระบบขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัย ส่วนราคาก็จะสูงกว่าแบบที่ 2

6 เคล็ดลับในการเลือกใช้ Inverter

ในการเลือกใช้ Inverter มีข้อแนะนำหลัก ๆ 6 ประการ คือ

  1. ต้องเป็นรุ่นที่ขึ้นทะเบียนรายชื่อกับการไฟฟ้าซึ่งเป็นการไฟฟ้านครหลวง (MEA) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) แล้วแต่ว่ารับไฟหรือมีบิลค่าไฟเป็นแหล่งใด ถ้าไม่อยู่ในรายชื่อไม่สามารถใช้ได้ ตรวจสอบได้จากเว็บไซต์ของทั้ง MEA และ PEA
    2. มีฟังก์ชั่นความปลอดภัยที่เหมาะสมกับสภาพการติดตั้งของอาคารนั้น ๆ เนื่องจากแต่ละอาคารจะมีความเสี่ยงต่างกัน บางอาคารเก็บสารเคมีต่าง ๆ วัตถุไวไฟ หรือมีทรัพย์สินใต้อาคารมูลค่าสูงมาก บางอาคารเป็นแค่คลังสินค้า จึงต้องเลือกใช้ให้เหมาะสม
    3. มีฟังก์ชั่นต่าง ๆ เป็นไปตามมาตรฐานการติดตั้งของ วสท.
    4. มีการบริการหลังการขายที่ดี
    5. ระยะเวลาการรับประกันที่ยาวนาน
    6. ลดค่าใช้จ่ายในการดูแลระบบ

Three phase commercial inverter with synergy technology up to 120K_Front_NAM

ติดตั้งอย่างไรให้อยู่ในมาตรฐาน วสท.

ระบบโซล่าร์เปรียบเสมือนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) ตัวหนึ่งที่ผลิตไฟตลอดเวลาที่มีแสงอาทิตย์ แรงดันไฟฟ้าในสายไฟที่ออกจากแผงโซล่าร์มีค่าสูงได้ถึง 1,000 โวลต์ สูงกว่าแรงดันไฟฟ้าที่บ้านเรือนใช้กันที่ 220 โวลต์ ซึ่งสายไฟจะถูกวางไว้รอบบริเวณที่มีแผงโซล่าร์จนกระทั่งลงมาถึงห้อง Inverter ระบบโซล่าร์ที่ไม่มีสิ่งรบกวนถือเป็นระบบที่มีความปลอดภัย แต่หากมีสิ่งรบกวนจากภายนอก เช่น เหตุการณ์ไฟไหม้ ตึกถล่ม พายุ สัตว์กัดแทะ หรือ อุปกรณ์เสื่อมสภาพ ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดอันตรายได้

ด้วยเทคโนโลยีของ Rapid Shutdown ที่สามารถตัดไฟในเหตุการณ์ฉุกเฉิน ติดตั้งหลังแผงเพื่อลดแรงดันให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการสัมผัส ฟังก์ชั่นนี้ที่มีอยู่ในอุปกรณ์ ถูกเรียกแตกต่างกันไป เช่น อุปกรณ์ Rapid Shutdown, Power Optimizer หรือ Micro Inverter


ตามมาตรฐานการติดตั้ง Solar Rooftop วสท. ฉบับ พ.ศ. 2565 อุปกรณ์เหล่านี้จะต้องสามารถลดแรงดันภายนอก Array Boundary ให้เหลือไม่เกิน 30 โวลต์ภายใน 30 วินาที และลดแรงดันภายใน Array Boundary ให้เหลือไม่เกิน 80 โวลต์ภายใน 30 วินาที หมายความว่าอุปกรณ์ Rapid Shutdown นั้นจะต้องติดหลังแผงโซล่าร์ทุกแผงหรือ 1:1 เพื่อควบคุมแรงดัน (หรือหากได้รับมาตรฐาน UL3741 เป็นมาตรฐานการทดสอบความปลอดภัยจากระบบโซล่าร์ต่อนักดับเพลิง ก็จะได้รับการขยายย่านแรงดันเป็น 165.6 โวลต์ หมายความว่าสามารถใช้อุปกรณ์ Rapid Shutdown นั้น 1 ชิ้นต่อ 2 แผงโซล่าร์ได้) ซึ่งจะต้องมีสวิตช์เริ่มการทำงานที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงเข้าถึงได้ง่าย เช่น ผนังใกล้ทางเข้าอาคาร

นอกจากนี้ วสท. ยังกำหนดว่า Inverter ต้องมี AFCI (Arc Fault Circuit Interrupter) เพื่อป้องกันการเกิดเพลิงไหม้เนื่องจากการอาร์คทางฝั่งการแสตรงภายใน 2.5 วินาที ทั้งนี้ Inverter ของ SolarEdge มีฟังก์ชั่นนี้ครบถ้วน และสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ด้วยความยาวสตริงถึง 700 ม.

SolarEdge Inverter Rapid Shutdown Firefighter_2


ส่วนความเสถียรของอุปกรณ์ความปลอดภัยเหล่านี้ก็ขึ้นอยู่กับการสื่อสารของอุปกรณ์เอง และขีดจำกัดในการออกแบบและการใช้งานด้วย ในตลาดมีทั้งชุดอุปกรณ์สำเร็จจากผู้ผลิตเดียวกันก็จะให้ความเสถียรที่ดี การรับประกันก็จะรวมทั้งระบบ และสามารถแสดงใน Monitoring Platform เดียวกันได้ ส่วนการนำอุปกรณ์ต่างยี่ห้อมาใช้งานและออกแบบร่วมกัน ควรศึกษารายละเอียดในการออกแบบและความเข้ากันได้ของอุปกรณ์ เพื่อให้ฟังก์ชั่นความปลอดภัยทำงานได้ 100% และไม่เกิดข้อพิพาทเมื่อเกิดปัญหา

เทคโนโลยี Inverter ของ SolarEdge ยกระดับความปลอดภัยด้วย Rapid Shut down ตามมาตรฐาน UL 3741

1900x1170pxSAFETY

SolarEdge เป็นผู้นำเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของระบบ Solar Rooftop ซึ่งพัฒนา Power Optimizer มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จนปัจจุบัน มีการใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วโลกกว่า 34 ประเทศ ซึ่งได้มาตรฐานระดับโลกเช่น NEC 2017 / NEC 2020 และมาตรฐานอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งมาตรฐานในการทดสอบความปลอดภัยต่อนักดับเพลิง UL3741 ที่ระบุอยู่ในมาตรฐาน วสท. เป็นมาตรฐานการทดสอบการสัมผัสสายไฟที่ฉนวนเปิดโดยนักดับเพลิงที่สวมอุปกรณ์ป้องกันครบชุด ซึ่งแรงดันสูงสุดของอุปกรณ์ที่ยังให้ความปลอภัยต่อร่างกายคือ 165.6 โวลต์ ปัจจุบันแรงดันของแผงโซล่าร์อยู่ที่ 40-50 โวลต์ หากจะใช้อุปกรณ์ Rapid Shutdown ที่ลดแรงดันให้อยู่ภายในมาตรฐาน วสท. สำหรับอุปกรณ์ที่ไม่ได้ผ่านการทดสอบ UL3741 จะถูกกำหนดให้ใช้ 1 ตัวต่อ 1 แผง สำหรับแผงที่มีแรงดันเกิน 40 โวลต์ หากผ่านมาตรฐาน UL3741 ก็จะใช้ 1 ตัวต่อ 2 แผงได้

ข้อดีของ Inverter แบรนด์ SolarEdge ที่ควรรู้

SolarEdge เป็นแบรนด์ที่มุ่งเน้นในความปลอดภัย, เทคโนโลยีการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า, และลดต้นทุนในการดูแลระบบได้เป็นอย่างดี ด้วย Monitoring Platform ที่ติดตามทั้ง Performance และสถานะรายแผง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับประกันผลิตภัณฑ์ที่ยาวนานที่สุดในตลาด เริ่มต้นที่ 12 ปี ขยายได้ถึง 20 ปี พร้อมด้วยบริการหลังการขายด้วยผู้เชี่ยวชาญ

ถึงบรรทัดนี้เชื่อว่าหลายท่านคงจะได้คำตอบแล้วว่า จะเลือกใช้ Inverter แบบไหนจึงจะปลอดภัยสำหรับเรา และนักดับเพลิง ขณะเดียวกันต้องคุ้มค่าในการลงทุน เพื่อได้พลังงานสะอาด เพื่อโลกใบนี้ของเรา

เราพร้อมให้ความช่วยเหลือ

เรามีผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญในการจัดหาโซลูชั่นพลังงานอัจฉริยะที่เหมาะสมที่สุดสำหรับความต้องการของคุณ กรุณาติดต่อเราสำหรับข้อมูลเพิ่มเติมและสอบถามข้อมูลการขาย